วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

7 วิธีซักผ้าขาว เคล็ดลับการคืนชีวิตให้ผ้าขาว กลับมาขาวจั๊วะเหมือนใหม่

7 วิธีซักผ้าขาว เคล็ดลับการคืนชีวิตให้ผ้าขาว กลับมาขาวจั๊วะเหมือนใหม่



หลายคนคงกำลังมีปัญหากับวิธี ซักผ้าขาว ที่ซักยังไง ผ้าก็ไม่ขาวสมใจเสียที ยิ่งซักก็เหมือนยิ่งหมอง ทั้งที่เสื้อผ้าขาวพวกนั้นก็เพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน รวมถึงคราบสกปรกต่าง ๆ ที่ดูเหมือนคอยจ้องจะสร้างสีสันให้ เสื้อผ้าขาว ของเราตลอดเวลา ต่อให้ใส่ระวังแค่ไหน ก็ต้องมีคราบสกปรก เปื้อนกลับมาเสมอ



 หลายๆคนก็มักจะพบปัญหา เสื้อขาวใส่ไปสักพัก ก็เริ่มหมองซีด หรือเริ่มเหลือง ดูไม่ขาวสะอาดเมื่อวันที่ซื้อมาใหม่ๆ มาดูเคล็ดลับวิธี ซักผ้าขาว คืนชีวิตให้เสื้อผ้าที่หมอง ๆ กลับมาขาวสะอาด เหมือนตอนเพิ่งซื้อมาใหม่ รับรองว่าหลังจากนี้ ไม่ว่าจะคราบหนักแค่ไหน ก็ไม่หวั่น

1. น้ำมะนาว



วิธีซักผ้าขาว ให้กลับมาสะอาด เหมือนใหม่อีกครั้งนั้น ทำได้หลายวิธี วิธีแรกเป็นการต้มเสื้อสีขาว ในน้ำมะนาว 1/2 ถ้วยตวงผสมน้ำเปล่า รอจนเดือด แล้วทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ก่อนจะนำเสื้อผ้านั้น ไปซักตามปกติ หรือบีบมะนาวลงไปพร้อมกับ การซักปกติก็ได้เช่นกัน

2. น้ำส้มสายชู


วิธีซักผ้าด้วยน้ำส้มสายชู เหมาะกับใครที่ไม่อยากเสียเวลานาน ๆ ไปกับการแช่ผ้าทิ้งไว้ หรือ ไม่สะดวกที่จะต้มผ้าก่อนนำไปซักตามปกติ น้ำส้มสายชู ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้เสื้อผ้าสีหม่น ๆ ของเรา กลับมาขาวสะอาดสดใสได้ เพียงแค่ เติมน้ำส้มสายชูลงไป พร้อมกับผงซักฟอกในการซักผ้าปกติ จะทำให้เสื้อผ้าสีขาวสะอาด กลับคืนมา และได้ความนุ่มของผ้า แถมมาอีกด้วย

3. เบกกิ้งโซดา


หนึ่งไอเท็มหลัก ที่เป็นทางลัดของการขจัดคราบทุกสิ่ง ที่เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น ต้องยกให้ เบกกิ้งโซดา ไม่ว่าจะคราบเลอะเทอะ ตรงบริเวณไหน เบกกิ้งโซดาก็จัดการได้อย่างยอดเยี่ม และแน่นอนว่า ปัญหาเสื้อหมอง หรือปัญหาการซักผ้าขาว แล้วไม่ขาวเสียที เจ้าเบกกิ้งโซดา ก็สามารถแก้ไขให้เราได้อย่างดีเยี่ยม เพียงแค่ผสม น้ำเปล่า กับ เบกกิ้งโซดา ในอัตราส่วน น้ำ 4 ลิตร ต่อ เบกกิ้งโซดา 1 ถ้วย จากนั้นก็นำมาซักผ้าขาวได้เลย รับรองว่าจากผ้าหมอง ๆ นั้นจะกลับมาขาวสะอาดเหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่

4. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์


 วิธีซักผ้าขาว ให้กลับมาสะอาดเหมือนใหม่ ด้วยการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือ น้ำยาล้างแผล ผสมกับน้ำเปล่า ในอัตราส่วน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง ต่อ น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง บวกกับ เบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง ผสมให้เข้ากัน แล้วค่อยนำผ้าขาวมาแช่ทิ้งไว้ ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น ค่อยนำไปซักด้วยผงซักฟอกตามปกติ

5. สารฟอกขาว

อีกหนึ่งวิธีซักผ้าขาว ก็คือสารฟอกขาวชนิด คลอรีนบลีช (Chlorine bleach)  สารฟอกขาวชนิดนี้ มีคุณสมบัติในการกัดกร่อนคราบหนัก ได้อย่างดีเยี่ยม ร่วมถึงคุณสมบัติในการ ฆ่าแบคทีเรีย ได้เป็นอย่างดี แต่ระหว่างการใช้งานสารฟอกขาว ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด วิธีการซักผ้าขาว โดยใช้สารฟอกขาว เพียงผสมสารฟอกขาว เข้ากับน้ำเปล่า ในอัตราส่วน ตามอัตราส่วนที่กำหนดบนฉลาก แล้วนำผ้าขาวลงไปแช่ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แต่ไม่ควรแช่ไว้นานเกินเวลาที่กำหนด เพราะเนื้อผ้าอาจจะถูกสารฟอกขาวทำลายได้ จากนั้น นำผ้าขาวที่แช่ไว้ ไปล้างออกด้วยน้ำสะอาด และ ทำการซักได้ตามปกติ สูตรนี้ไม่แนะนำให้ใช้กับผ้าสีเด็ดขาด

6. สบู่ซักผ้า


วิธีซักผ้าขาวด้วยการใช้ สบู่ซักผ้า หรือ ที่เรียกกันอีกอย่างว่า สบู่กรด วิธีนี้ก็ช่วยให้ผ้าที่หม่นหมอง กลับมาสู่สีขาวได้อีกครั้ง วิธีการซักผ้าขาวด้วยสบู่กรด เพียงแค่ละลายสบู่กรด ลงกับน้ำเปล่า แล้วนำผ้าขาวแช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ในระหว่างนี้ ถ้าหากเสื้อผ้าขาวของเรา มีคราบสกปรก ตรงส่วนต่างๆ เช่น บริเวณคอเสื้อ แขน หรือบริเวณใต้วงแขน ก็สามารถใช้สบู่กรด ขยี้เอาคราบสกปรกเหล่านั้นออกได้เช่นกัน เมื่อแช่ผ้าขาวไว้ครบกำหนดแล้ว นำผ้าขาวไปซักได้ตามปกติ


7. หลีกเลี่ยงการตากแดดจัดเกินไป

ถ้าอยากมีเสื้อผ้าขาวกระจ่างใส เหมือนใหม่ ไปนาน ๆ ขอให้หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด ๆ ไปก่อน แม้ข้อดีของการตากแดดจัด จะทำให้ผ้าหอม แต่การตากผ้าในแดดจัด ๆ เป็นเวลานาน ยิ่งจะทำให้เสื้อสีซีด และ หมองเร็วขึ้น ควรตากผ้าขาวในที่ร่ม อากาศถ่ายเทได้สะดวก กลับด้านตะเข็บออกก่อนตาก ไม่ปล่อยให้โดนแดดนานๆ และเก็บผ้าทันทีเมื่อแห้งแล้ว







ไทยบางแก้ว ลักษณะสายพันธุ์และนิสัย

 

ไทยบางแก้ว (Thai Bangkaew) ลักษณะสายพันธุ์และนิสัย





ประวัติสายพันธุ์ ไทยบางแก้ว

สุนัขพันธุ์ ไทยบางแก้ว มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศไทย เมื่อ 100 ปีที่แล้ว มีพระสงฆ์จำวัดที่วัดบางแก้ว (Bangkaew temple) ใกล้กับแม่น้ำยม (Yom river) เลี้ยงสุนัขเพศเมียกำลังตั้งท้องอยู่ภายในวัด แต่ไม่มีสุนัขเพศผู้อยู่ด้วย จึงทำให้ไม่สามารถระบุสายพันธุ์สัตว์ได้ จึงสันนิษฐานว่ามีการผสมกับหมาใน (Asiatic Wild Dog) หรือ สุนัขจิ้งจอก (Jackal) ซึ่งในต่อมาได้มีการตรวจสายพันธุกรรม (DNA) จึงสรุปได้ว่าเป็นการผสมพันธุ์ระหว่างสุนัขพันธุ์ไทย (Domestic dog) กับ สุนัขจิ้งจอกทอง (Golden Jackal) หลังจากนั้นไม่นาน สุนัขตัวนี้ได้ไปผสมพันธุ์กับสุนัขท้องถิ่นที่ไว้ใช้ต้อนแกะ (Local shepherding dog) โดยลักษณะทางกายภาพภายนอกคล้ายสุนัขพันธุ์พื้นบ้านของไทย

ในปีค.ศ. 1980 หรือ พ.ศ.2523 มีสัตวแพทย์ชื่อ Nisit Tangtrakarnpong เป็นสัตวแพทย์ที่ค้นพบสายพันธุกรรมของสุนัขพันธุ์บางแก้วโดยเฉพาะแตกต่างกับสายพันธุ์อื่น องค์กร The Fédération cynologique internationale (FCI) ได้ทำการยอมรับสุนัขสายพันธุ์ไทยบางแก้วชั่วคราว โดยถูกจัดอยู่ในประเภทสุนัขที่มีใบหูแหลมและสุนัขสายพันธุ์อื่น (Spitz and other breeds) แต่ไม่ได้รับการจดทะเบียนสายพันธุ์สุนัขจากสมาคม official kennel club และไม่ได้รับความนิยมจากต่างประเทศ

ลักษณะทางกายภาพ

สุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว เป็นสุนัขขนาดกลาง รูปร่างคล้ายรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส อกลึก มีกะโหลกค่อนข้างกว้าง คล้ายลิ่ม มีสัดส่วนกับลำตัวพอดีขณะสุนัขยืน ใบหูตั้งแหลมคล้ายสามเหลี่ยม ตาเล็กคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ (Almond) ดวงตามีสีน้ำตาล จมูกสีดำ ขาหน้าใหญ่กว่าขาหลัง มีกล้ามขา หลังขามีขนยาวลักษณะคล้ายแข้งสิงห์ ข้อขาหน้าและข้อเท้าสั้นทำมุมเฉียงเล็กน้อย โคนหางใหญ่ ขนหางเป็นพวง ส่วนปลายโค้งไปข้างหลังตัวสัตว์

ลักษณะของเพศผู้และเพศเมียที่แตกต่างกัน (Sexual dimorphism) คือ เพศผู้จะมีแผงขนยาวคลุมรอบคอ มีขนาดตัวและน้ำหนักตัวมากว่าเพศเมีย โดยเพศผู้มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 46-55 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 18-20 กิโลกรัม ขณะที่เพศเมียความสูงเฉลี่ยประมาณ 41-50 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 16-18 กิโลกรัม

มีขนยาวปกคลุม 2 ชั้น โดยบริเวณที่มีขนปกคลุมมากที่สุดอยู่บริเวณแผงคอและรอบหาง บริเวณที่มีขนปกคลุมน้อยที่สุดอยู่บริเวณหน้าขา และบนหัวของสุนัข สีขนสามารถพบได้หลากหลายสี ประกอบด้วย สีขาว-น้ำตาล (white with patches of red), สีน้ำตาลแกมเหลือง (Fawn), สีน้ำตาล (Brown), สีเทา (Gray), สีดำ (Black), หรือสีเขียวเลมอน (Lemon) ซึ่งสีขนสัตว์จะมีลักษณะสมมาตร คือมีสีขนขึ้นทั้งซ้ายและขวา

อายุขัย

สุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว โดยทั่วไปมีอายุขัยอยู่ที่ประมาณ 10-12 ปี

ลักษณะนิสัย

สุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว เป็นสุนัขที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝน สามารถฝึกเพื่อใช้งาน หรือสามารถฝึกให้เป็นสุนัขเฝ้าบ้านได้ มีนิสัยที่ค่อนข้างตื่นตัว หวงสิ่งของและหวงเจ้าของ ร่าเริง กล้าหาญ เชื่อมั่นในตัวเอง จิตประสาทมั่นคงไม่ขี้กลัว หรือตื่นตกใจง่าย ซื่อสัตย์ ฉลาด

การเข้ากับเด็ก

สุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว เป็นสุนัขที่ฉลาด แต่การฝึกให้เข้าสังคม หรือฝึกความอดทนให้กับสุนัขเป็นไปได้ยาก อีกทั้งยังมีมีพละกำลังมาก ทำให้การที่นำสุนัขมาเล่นกับเด็กจึงต้องคอยระมัดระวังเด็กเป็นพิเศษ ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะ เมื่อสุนัขรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือตื่นตระหนก จะทำให้เกิดอันตรายกับเด็กได้ นอกจากนี้ ยังอาจพบพฤติกรรมก้าวร้าวกับสุนัขตัวอื่น จึงไม่สามารถเลี้ยงคู่กับสุนัขพันธุ์เล็กได้

การดูแล ไทยบางแก้ว

การออกกำลังกาย

สุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว เป็นสุนัขที่ชอบออกกำลังกาย มีพลังงานสูง ชอบอยู่ในที่กว้าง ควรพาสุนัขเดินประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือให้สุนัขวิ่งออกำลังกายอย่างน้อย 90 นาทีต่อวัน หรืออย่างน้อย 1 ไมล์ (1.6 กิโลเมตร) ทุกสัปดาห์ บริเวณสนามหญ้า และไม่ควรเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ในอพาร์ทเม้นท์หรือบ้านที่ไม่มีบริเวณ เนื่องจากจะทำให้สุนัขเกิดความเครียดได้

อาหาร

สุนัขพันธุ์ไทยบางแก้ว ปริมาณอาหารที่ควรให้ประมาณ 2.5 ถ้วยต่อวัน โดยแบ่งเป็น 2 มื้อ ควรให้อาหารเม็ดที่มีคุณภาพมากกว่าอาหารสุนัขกระป๋อง  เพราะ การให้อาหารที่ไม่มีคุณภาพ จะทำให้สุนัขได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วนโดยเฉพาะปริมาณโปรตีน รวมถึงทำให้ย่อยอาหารได้ยากมากขึ้น ซึ่งอาหารที่ให้ในสุนัขเด็กจะมีความแตกต่างกับสุนัขโต

การให้สุนัขกินอาหารคน เช่น ข้าว, ปลา, และเนื้อ สามารถให้สุนัขกินได้ แต่ไม่ควรให้มากกว่า 20% ของอาหารเม็ดต่อวัน

โรคประจำพันธุ์ ไทยบางแก้ว

ไทยบางแก้ว จัดเป็นสุนัขที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่อาจพบโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นประจำสายพันธุ์ได้ ซึ่งเจ้าของสุนัขที่เลี้ยงควรจะรู้เกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้กับสัตว์

  • โรคระบบกรระบบโครงกระดูก ข้อต่อ และโครงสร้าง
    • โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ (Hip Dysplasia)
    • โรคข้อศอกเจริญผิดปกติ (Elbow Dysplasia)
    • โรคที่เกี่ยวกับข้อต่อ ประกอบไปด้วย โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน (patellar luxation)
  • โรคระบบสืบพันธุ์
    • โรคอัณฑะทองแดง (Cryptorchidism)
  • โรคหู
  • โรคหูชั้นนอกอักเสบ (Otitis Externa)

ที่มา https://www.baanlaesuan.com/251153/pets/breeds/thai-bangkaew

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

เทคนิคการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดี


 เทคนิคการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดี

การออกกำลังกาย นับว่าเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มของ คนรักสุขภาพ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ แต่จะเลือกออกกำลังกายอย่างไรให้เหมาะกับพื้นฐานความแข็งแรง และสมรรถภาพร่างกายของตนนั้น การพิจารณาถึงช่วงวัยเพื่อเลือกชนิดกีฬาหรือกิจกรรมที่เเตกต่างกันก็เป็นส่วนหนึ่ง ทั้งนี้สิ่งที่ควรคำนึงถึงด้วย คือความปลอดภัย และรู้จักร่างกายของตัวเองให้ดีพอก่อน

ออกกำลังกายอย่างไร ? ให้เหมาะกับช่วงอายุของคุณ
ช่วงอายุ 7-12 ปี
ผู้ปกครองหรือคุณครู ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้มีการเล่นหรือออกกำลังกายตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัย เพื่อเป็นการฝึกความเเข็งเเรงเเละความอดทน รวมถึงการพัฒนากล้ามเนื้อให้เติบโตได้อย่างเต็มที่ หากเลือกการออกกำลังกายแบบเล่นกีฬาหรือเล่นเกมเป็นทีม ก็จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านอารมณ์ให้กับเด็กๆ ได้ด้วย

ช่วงอายุ 13-25 ปี
เป็นวัยที่มีความเเข็งเเรงของกล้ามเนื้อสูงที่สุด เเละอัตราการเผาผลาญยังดี จึงเหมาะกับการเล่นกีฬาแทบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส แบดมินตัน ว่ายน้ำ รวมถึงการเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วยการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในฟิตเนสเซนเตอร์ ทั้งนี้หากมีการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหนัก ก็ควรได้รับปริมาณและสารอาหารที่เพียงพอต่อการซ่อมแซมและเสริมสร้างสุขภาพ



ช่วงอายุ 26-50 ปี
เป็นวัยที่มีความเสื่อมถอยของร่างกายลงไปเรื่อยๆ ตามอายุ หากไม่เคยออกกำลังกายหนักๆ มาก่อน อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ จึงควรระมัดระวังและประเมินตนเองให้ดี การจะเลือกออกกำลังหนักหรือเบา รวมถึงชนิดกีฬา ควรคำนึงถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สุขภาพหัวใจ สุขภาพปอด อาจเริ่มด้วยการออกกำลังกายที่ไม่มีแรงกระแทกมาก เช่น ขี่จักรยาน วิ่งจ๊อกกิ้งช้าๆ หรือทำกายบริหารยืดเหยียด เช่น การเล่นโยคะ พีลาทิส หรือบอดี้เวทโดยใช้น้ำหนักของร่างกายเป็นแรงต้านเพื่อคงสภาพกล้ามเนื้อไว้ ทั้งนี้อาจปรึกษาแพทย์หรือเข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนออกกำลังก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

ายุ 50 ปี ขึ้นไป
เป็นวัยที่เหมาะกับการออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวได้ง่ายๆ และมีจังหวะช้าๆ เน้นการควบคุมร่างกาย ความยืดหยุน เพื่อชะลอความเสื่อม เช่น ไทเก๊ก โยคะ การเดิน การบริหารกล้ามเนื้อด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ ไม่ควรออกกำลังกายนานเกิน 30 นาทีต่อครั้ง แต่ควรออกกำลังกายเป็นประจำ


5 ประโยชน์ชัดๆ ของการออกกำลังกายเป็นประจำ

  • ช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่ง สุขภาพดี มีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงโรคต่างๆ อย่างโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะความดันโลหิตสูง
  • ทำให้สุภาพจิตดี รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจปลอดโปร่งหายเครียด เเละช่วยให้หลับสบายขึ้น
  • ช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ห่างไกลจากโรคอ้วนเเละโรคเบาหวาน
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยได้มาก
  • ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย การสร้างฮอร์โมนต่างๆ ทำได้ดีขึ้น ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารเเละระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ

ทั้งนี้  เราทุกคนควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส เพื่อการมีสุขภาพดีอย่างยาวนาน ที่สำคัญ หากต้องการออกกำลังกายหนักๆ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพและแจ้งแก่แพทย์ผู้ทำการตรวจ ก็จะช่วยให้เราเลือกวิธีการออกกำลังกายได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น 




ที่มา https://www.paolohospital.com/th

7 วิธีซักผ้าขาว เคล็ดลับการคืนชีวิตให้ผ้าขาว กลับมาขาวจั๊วะเหมือนใหม่

7 วิธีซักผ้าขาว เคล็ดลับการคืนชีวิตให้ผ้าขาว กลับมาขาวจั๊วะเหมือนใหม่ หลายคนคงกำลังมีปัญหากับวิธี ซักผ้าขาว ที่ซักยังไง ผ้าก็ไม่ขาวสมใจเสียท...